การระบุค่าตอบแทนที่ชัดเจนส่งผลต่อการพิจารณาการส่งใบสมัครงานของผู้สมัครมากทีเดียว เพื่อพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานบริษัทคร่าวๆได้ ควบคู่ไปกับความเหมาะสมต่อตำแหน่งงานนั้นๆ เช่น บริษัทบางแห่งหากกำหนดเงินเดือนไว้ในเรทที่มากกว่าเรททั่วๆไป ผู้สมัครก็คงพอจะ assume ได้ว่าบริษัทมีโครงสร้างบริษัทเป็นอย่างไร ใหญ่หรือเล็ก ตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบ มีขอบเขตน่าจะกว้างแค่ไหน เป็นต้น
สวัสดิการของพนักงานก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้สมัครให้ความสนใจ อาจเรียกได้ว่า ผู้สมัครรุ่นใหม่อาจคำนึงถึงสวัสดิการที่ได้รับมากกว่าเงินเดือนเสียอีก เพราะสวัสดิการที่ดีหมายถึงการได้รับ facility ดีๆ การได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ซึ่งปัจจุบันนี้มีสวัสดิการให้พนักงานมากมายและหลากหลายมากขึ้น เช่น บางบริษัทมีสวัสดิการให้พนักงานสามารถเบิกเงินซื้อหนังสือได้ สวัสดิการในการเบิกเงินซื้อเสื้อกันหนาว สวัสดิการคุณผู้ชายสามารถลาคลอดได้ เป็นต้น
รายละเอียดพื้นฐานทั่วไปของบริษัท เช่น เป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร จุดแข็งและค่านิยมของบริษัทเป็นอย่างไร สถานที่ตั้งที่ทำงานอยู่ที่ไหน เดินทางอย่างไร เหล่านี้เป็นรายละเอียดพื้นฐานของบริษัทที่จำเป็นมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งควรจะระบุไว้ให้ชัดเจนเพื่อผู้สมัครสามารถค้นหาได้โดยง่าย จากสถิติระบุไว้ว่า 64 % ของผู้สมัครงาน พวกเขาจะค้นหาข้อมูลบริษัทเสมอ และหากพวกเขาพบข้อมูลของบริษัทไม่เพียงพอหรือไม่พบเลย มีแนวโน้มสูงมากทีเดียวที่ผู้สมัครจะ move on ไปสมัครงานที่อื่น ตำแหน่งอื่นที่น่าสนใจ ค้นหาง่ายมากกว่า
เพราะปัจจุบันผู้สมัครนิยมอ่านรีวิวบริษัทประกอบการตัดสินใจเลือกทำงานกับบริษัทนั้นๆ หรือแม้แต่ก่อนตัดสินใจยื่น resume ว่าตำแหน่งที่สนใจนั้น มีรีวิวดีหรือแย่ มีอะไรดึงดูดความสนใจเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น สถานที่ทำงานที่น่าทำ อายุเฉลี่ยของพนักงาน มีหลักสูตรอบรมเพิ่มเติม หลักสูตรพัฒนาบุคคล มี Career Growth ที่ชัดเจนและเป็นไปได้ เป็นต้น
การที่ผู้สมัครได้รู้ถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรก็จะช่วยให้รู้และเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าขณะนี้องค์กรอยู่ในสถานการณ์อย่างไร มีแผนหรือโครงการที่จะมุ่งหน้าไปในทิศทางไหน รวมถึงได้รู้ด้วยว่าองค์กรแห่งนี้มีบุคลิกที่เหมาะกับตนหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญมากเช่นกัน หากวิสัยทัศน์องค์กรไม่ชัดเจน ผู้สมัครมาสมัครงานก็ยังไม่ทราบถึง Mission หรือเป้าหมายขององค์กร ก็ส่งผลให้เกิดความลังเลตามมาว่าองค์กรนี้อาจจะยังไม่ใช่คำตอบหรือยังไม่เหมาะก็เป็นไปได้
ขอบคุณที่มา : th.hrnote.asia
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้มีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อสงเคราะห์ลูกจ้าง กรณีออกจากงาน หรือตาย หรือในกรณีอื่นที่กำหนดโดยคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีผลเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2568